ผืนป่าห้วยขาแข้งกว่า 1.8 ล้านไร่ ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยผู้พิทักษ์ป่าจำนวน 260 ชีวิต คงไม่ใช่เรื่องผิดนักหากจะกล่าวว่านี่คือ “ภาระอันใหญ่หลวง” ของผู้พิทักษ์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆแต่ทำงานด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ในการอุทิศแรงกายแรงใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อพิทักษ์รักษาทรัพยากรทางธรรมชาติซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่เป็นสมบัติสำคัญของประเทศไทย

ท่ามกลางการทำงานที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและห่างไกลจากคำว่าสะดวกสบาย เหล่าฮีโร่ผู้เปรียบเสมือน “รั้วมนุษย์” ที่คอยป้องกันผืนป่าห้วยขาแข้งจากภัยรอบด้านเหล่านี้ ยังต้องการความช่วยเหลือสนับสนุนในด้านต่างๆ  ในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จึงเข้ามาศึกษาการทำงานของผู้พิทักษ์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และได้ดำเนิน “โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิทักษ์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  จ.อุทัยธานี”  ขึ้นในปีพ.ศ. 2559โดยได้วางแนวทางในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในสามด้านหลัก ประกอบด้วย ด้านครอบครัว สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตรเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า จนถึงระดับปริญญาตรี รวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าและครอบครัว  ด้านการทำงาน สนับสนุนอุปกรณ์และเสบียงที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์ป่าเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น อาทิ เครื่องกรองน้ำแบบพกพาเปลสนามพร้อมมุ้ง ข้าวสารหอมมะลิปลอดสารเคมี และมอบเงินสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ด้านชุมชน สนับสนุนกิจกรรมการให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับชุมชนและเยาวชนในพื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง   

ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (ปี พ.ศ.2560) โดยยังคงให้การสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน , ทุนการศึกษาสำหรับบุตรของผู้พิทักษ์ป่า ,และเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิทักษ์ป่าก็คือการส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับผู้พิทักษ์ป่า โดยเล็งเห็นว่าการทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขเกิดจากหลักคิดในการดำเนินชีวิตและการทำงานที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้พิทักษ์ป่าและคนในครอบครัวมีแนวทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างสมดุลซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยังสามารถส่งต่อความรู้ที่ได้รับไปยังชุมชนโดยรอบเพื่อการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผืนป่าอันเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติได้ด้วย โดยมีการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ไปถ่ายทอดให้กับเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเจ้าหน้าที่ทั้งในด้านการพึ่งพาตนเอง การทำงานที่เป็นระบบ และการสานสัมพันธ์กับชุมชนเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สามหัวข้อหลักในการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อหนุนเสริมความรู้ความเข้าใจให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานและการใช้ชีวิตให้มีความสมดุลนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับผู้พิทักษ์ป่านั้น ทางอินทัชได้ดำเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการในเดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วยหัวข้อ “การปรับใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความสมดุลของชีวิต” เพื่อให้ผู้พิทักษ์ป่าได้ทำความเข้าใจและสามารถน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  รวมทั้งได้ให้ความรู้ในด้านการจัดการการเงินที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้พิทักษ์ป่า  ทั้งการลดค่าใช้จ่าย การออม การวางแผนลดภาระหนี้สิน เพื่อความมั่นคงของครอบครัว ซึ่งทำให้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่  หัวข้อ “การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานกับชุมชน”  เป็นการพัฒนาการทำงานของผู้พิทักษ์ป่าให้มีทักษะในการทำงานกับชุมชน โดยมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านทักษะการสื่อสาร อันเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ ทั้งเรื่องของการประสานประโยชน์ การขอความร่วมมือช่วยเหลือ หรือการแก้ไขความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งผู้พิทักษ์ป่าสามารถนำไปปรับใช้ในสถานการณ์ต่างๆอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ หัวข้อ “การจัดการขยะอย่างยั่งยืน” เป็นหลักสูตรที่เหล่าเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้วิธีการคัดแยกและกำจัดขยะที่เกิดจากการปฏิบัติงาน และในแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างถูกต้อง สามารถนำไปปฏิบัติรวมถึงถ่ายทอดให้กับชุมชนข้างเคียงและนักท่องเที่ยวได้ทราบและปฏิบัติตามอย่างถูกวิธี นำไปสู่การรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นางสาวรัชฎาวรรณ  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ อินทัช กล่าวว่า “ผู้พิทักษ์ป่าคือต้นแบบของผู้ที่เสียสละเพื่อสังคมส่วนรวมที่แท้จริง ทางอินทัชรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของวีรบุรุษผู้เสียสละเหล่านี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ‘โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิทักษ์ป่า’ จะเป็นเสมือนคำขอบคุณ การร่วมสนับสนุนและมอบกำลังใจแก่ท่านผู้เสียสละเหล่านี้ทุกคน”

“ด้วยปณิธานที่จะมุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในรอบด้านของอินทัช โครงการที่จัดทำขึ้นจึงไม่ใช่แค่การมอบสิ่งของเพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่ยังพัฒนาไปถึงเรื่องของการให้องค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าอีกด้วย”

“ผู้พิทักษ์ป่าเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สละความสะดวกสบายส่วนตนและทำงานอยู่บนความเสี่ยงเพื่อปกป้องทรัพยากรที่มีค่าของประเทศไทยให้คงอยู่สืบไปจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน อยากให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสนใจกับกลุ่มคนผู้ปิดทองหลังพระเหล่านี้ พร้อมทั้งช่วยกันอนุรักษ์ป่าและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่”

ทางด้านของคุณวีรยา โอชะกุล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เปิดเผยว่า “เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์เหล่านี้ต้องแบกเป้ ถือปืน ออกไปบุกป่าฝ่าดงทุกวันเพื่อสะกัดกั้นกระบวนการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ จนบางคนกลับมาพร้อมกับภาวะเครียดหรือสภาพร่างกายที่บาดเจ็บ เพราะต้องปะทะกับผู้กระทำผิดและถูกกดดันจากกลุ่ม  ผู้มีอิทธิพล รวมถึงความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ซึ่งต้องการใช้ประโยชน์จากป่าในเชิงพาณิชย์”

“ผลจากการที่องค์กรอย่างอินทัชเข้ามาสนับสนุนและช่วยให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงาน คือ ขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เราได้อนาคตที่แน่นอนขึ้น ความฝันชัดเจน ได้รู้ว่าจะจัดการกับชีวิตอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขขึ้น…รู้จักวิธีจัดการตัวเอง ได้รู้จักวิธีที่จะดูแลครอบครัว รู้จักที่จะไม่สร้างภาระ ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น มีความสุขขึ้น ซึ่งส่งผลให้การปฏิบัติงาน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

เพราะผู้พิทักษ์ป่าคือผู้เสียสละ และเป็นกำลังสำคัญในการรักษามรดกโลกทางธรรมชาติที่สำคัญอย่างผืนป่าห้วยขาแข้ง พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่ตั้งใจที่ทำงานหนักเพื่อตอบแทนแผ่นดินด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาโดยไม่มีลาภยศอะไรตอบแทนนอกเหนือจากความภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเสี่ยงอันตรายมากเพียงใด ไม่ว่าจะมีคนรับรู้หรือไม่ และไม่ว่าโลกภายนอกจะหมุนเปลี่ยนไปอย่างไร ผู้พิทักษ์ป่าแห่งห้วยขาแข้ง…ก็ยังคงปกป้องป่าด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเสียสละและอุดมการณ์ที่จะพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราไม่ดูแลและสนับสนุนคนที่ดูแลผืนป่า แล้วใครเล่าจะมาสืบสานหน้าที่นี้ต่อไป